ความเป็นมา

จากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงประทานแก่ปวงชนชาวไทย ทุกวันที่ 4 ธันวาคม ณ ศาลาดุสิตดาลัย จะเห็นว่า แต่ละปีจะเป็นเรื่องของ “คน” ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำใจ ความสามัคคี ความมีวินัย ความซื่อสัตย์ สุจริต แต่ก็ปรากฏว่า ไม่มีคนสนใจนำไปปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมต่อ เมื่อปี พ.ศ. 2541 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมายุครบ 6 รอบ 72 พรรษา อีกทั้งยังเป็นปีแห่งการเริ่มต้น การปฏิรูปการศึกษาตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ซึ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนาเยาวชนในแง่ของการพัฒนาเจตคติ การสร้างคุณธรรม จริยธรรม สร้างความเจริญงอกงามให้แก่บุคคล กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ โดยการนำของท่านดอน ปรมัตถ์วินัย อดีตอธิบดีกรมสารนิเทศในขณะนั้น จึงได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (สปช.)  กระทรวงศึกษาธิการ ริเริ่ม “โครงการยุวทูตความดี เฉลิมพระเกียรติ” ขึ้น เพื่อทูลเกล้าถวายเป็นพระราชสักการะแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสที่ทรงเจริญพระชนมายุครบ 6 รอบ (5 ธันวาคม 2542) โดยคุณหญิง ดร.กษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการ กปช.ในขณะนั้น ช่วยจัดโรงเรียนจาก 76 จังหวัด มาเข้าโครงการ ซึ่งจากการติดตามประเมินผล พบว่า โรงเรียนในโครงการมีการพัฒนาเด็กอย่างเป็นรูปธรรม ช่วยให้เด็กเป็นคนดี คนเก่ง และอยู่อย่างมีความสุข ดังนั้น ในปี พ.ศ.2544 จึงขยายผล รุ่นที่ 1 อีก 1,300 โรงเรียน และในปี พ.ศ.2545 ซึ่งเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระชนมายุครบ 75 พรรษา ได้ขยายผล รุ่นที่ 2 อีก 975 โรงเรียน และถึงแม้ว่าจะมีการปรับปรุงโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ ในปี พ.ศ.2546 โรงเรียนในโครงการยุวทูตความดี เฉลิมพระเกียรติ ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม  ผู้เรียนให้สามารถดำรงชีวิตได้ถูกต้องเหมาะสม เป็นแบบอย่างที่ดี และเป็นพลังในการพัฒนาสังคมให้งดงามยิ่งขึ้นไป

 

ในปี พ.ศ. 2554 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ร่วมกับมูลนิธิยุวทูตความดี กระทรวงการต่างประเทศ ดำเนินโครงการยุวทูตความดี เพื่อพลังแผ่นดิน โดยมีโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เข้าร่วมจำนวน 84 โรงเรียน ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 84 พรรษา ในปี 2554 โดยได้น้อมนำคุณธรรม “ความรู้รักสามัคคี” ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานให้แก่พสกนิกรชาวไทยในโอกาสต่างๆ มาเป็นเป้าหมายหลักในการดำเนินงานเพื่อให้เด็กและเยาวชนไทยมีติตสำนึก เรื่องความรู้รักสามัคคี ความเอื้ออาธร การมีจิตอาสาต่อสังคม ตลอดจนให้เด็กและเยาวชนไทย เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ เป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญของชาติ และเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมที่จะก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2558 โดยมีการขับเคลื่อนกิจกรรมต่างๆ ของโครงการตามวิสัยทัศน์ของมูลนิธิยุวทูตความดี “ปลูกจิตสำนึก ฝึกจิตอาสา พัฒนาโลกทัศน์” ให้เยาวชนเป็นคนดี รอบรู้ และมีศักยภาพ พร้อมพัฒนาประเทศ